Tuesday, June 25, 2019

ชนพื้นเมืองแอมะซอน ชนะคดีประวัติศาสตร์เหนือกลุ่มทุนน้ำมัน

ชนเผ่าวาโอรานี่ (Waorani) ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าแอมะซอนของประเทศเอกวาดอร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์หลังศาลจังหวัดปาสตาซ่า (Pastaza) ตัดสินให้พวกเขาชนะคดีกรณีพิพาทกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่เข้ามาสำรวจการขุดเจาะน้ำมันในถิ่นอาศัยของพวกเขา คำตัดสินของศาลในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ชนพื้นเมืองสามารถเอาชนะบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการรุกพื้นที่ป่าได้ โดยศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองพื้นที่ราว 180,000 เอเคอร์ จากการบุกรุกของกลุ่มทุน อ้างอิงจากรัฐธรรมนูธของประเทศเอกวาดอร์ที่เขียนเอาไว้ว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิที่จะครอบครองผืนดินของบรรพบุรุษของพวกเขา โดยรัฐต้องให้การคุ้มครอง ถึงแม้ว่าทรัพยากรใต้ดินทั้งหมดจะเป็นของรัฐบาลกลางก็ตาม นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังพิจารณาตามแนวทางคำตัดสินคดีด้านสิทธิมนุษยชนหลายคดีในทวีปอเมริกา ที่ให้ความคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง “คำตัดสินของศาลในคดีนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีพิพาทระหว่างชนเผ่าแอมะซอนอื่นกับกับกลุ่มทุนเอกชนที่ต้องการเข้าแสวงหาประโยชน์ในถิ่นอาศัยของพวกเขา” ลิน่า มาเรีย เอสปิโนซ่า ทนายฝ่ายโจทย์ ระบุ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอกวาดอร์ได้จัดสรรพื้นที่ในเขตแอมะซอนออกเป็นหลายแปลงเพื่อเปิดให้ให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือผืนดินของชาววาโอรานี่ ในปี 2012 รัฐบาลได้บรรลุข้อตกลงกับชนเผ่าวาโอรานี่ ในการอนุญาตให้บริษัทน้ำมันเอกชนสามารถเข้ามาขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันใต้ดินในเขตปูโยได้ แต่ภายหลังชนเผ่ากลุ่มนี้พบว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงจากรัฐบาลและบริษัทเอกชนทั้งหมด โดยกิจกรรมการขุดเจาะได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของพวกเขา ทำให้การฟ้องร้องเกิดขึ้น หลังทราบคำพิพากษา ชาววาโอรานี่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า 4,800 คนได้รวมตัวกันเดินขบวนฉลองชัยชนะบทถนนในเมืองปูโย บางส่วนต้องเดินทางมาจากพื้นที่ๆไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องพายเรือแคนูหรือนั่งเครื่องบินเล็กมา เนมอนเต้ เนนกิโม่ ผู้นำชนเผ่าวาโอรานี่ กล่าวว่า คำตัดสินนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามวิถีดั้งเดิมของพวกเขาได้ และมันยังช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยขึ้น “ผืนดินเป็นของพวกเรา พวกเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมัน ตอนนี้เราเลือกที่จะกันไม่ให้พวกบริษัทน้ำมันเข้ามาทำลายวัฒนธรรมและทรัพยากรป่าไม้ของพวกเรา” เนมอนเต้ กล่าว ข้อมูลจาก The...

150 ปีประวัติศาสตร์มลภาวะและปัญหาโลกร้อน…นับถอยหลังจุดจบมนุษยชาติ

"โฮโม เซเปียนส์" ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว พัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แบบเราๆ เมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เริ่มแสดงภูมิปัญญาด้วยการเริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อราว 7,000-10,000 ปีที่แล้ว ก่อกำเนิดอารยธรรมแรกของโลกแถบเมโสโปเตเมีย เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมนุษยชาติก็ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ครั้งแรก) ระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ซึ่งมนุษย์เริ่มใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการผลิตแบบมหาศาลด้วยโรงงาน และการขนส่งมวลชนที่ใช้พลังไอน้ำ การเผาผลาญเพื่อการเกษตรที่มีวงจำกัด กลายเป็นการเผาผลาญที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการ นี่คือจุดเริ่มต้นของลัทธิบริโภคนิยมที่จะผลักดันการผลิต และการผลิตผลักดันการเผาผลาญพลังงาน และการเผาผลาญพลังงานผลักดันการสร้างมลภาวะ ในปริมาณมหาศาลแบบที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน นับตั้งแต่การถือกำเนิดของโฮโม เซเปียนส์ ในปี ค.ศ.1850-1890 หรือหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมผ่านพ้นมาได้ระยะหนึ่ง และโลกเข้าสุ่ยุคโมเดิร์นที่การผลาญพลังงานเริ่มจะถีบตัวเพิ่มขึ้นมา ตอนนั้นอุณหภูมิค่ากลางของโลกอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียสเท่านั้น 1859 แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการเผาผลาญพลังงานและสร้างมลภาวะ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การปล่อยก๊าซจะส่งผลกระทบต่อโลก เช่น John Tyndall นักฟิสิกส์ชาวไอริช...

หาสูตรใหม่คำนวณค่าน้ำประปา ‘กทม.’ หวังคนเมืองตระหนัก-ใช้ประหยัด

เมื่อทรัพยากรน้ำนั้นมีจำกัด และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่มีการขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรหล่อเลี้ยงทุกสิ่ง นอกจากภาคเกษตรที่ต้องการมากที่สุดแล้ว น้ำยังเป็นที่ต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือน นั่นอาจคาดเดาได้ไม่ยากว่าสถานการณ์น้ำของประเทศไทย จะเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต อย่างไรก็ตามหากพูดถึงเรื่อง "น้ำ" ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมองว่าแหล่งน้ำของตนแหล่งเดียวที่มีอยู่คือ "น้ำประปา" ที่ไม่ว่าเปิดก๊อกมาเมื่อไรก็เจอ จนอาจคิดไปว่าประเทศนี้มีน้ำมากมายให้สามารถใช้ได้ไม่หมด บดบังความจริงที่ว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขณะนี้ ทำให้ฤดูกาลต่างๆ คลาดเคลื่อน ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วจะมีน้ำจากที่ใดมาให้เรากักเก็บเพื่อใช้ดื่มกิน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรราว 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 8 ล้านคน และเมืองได้ขยายไปยังพื้นที่รอบนอกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่เพิ่มมากขึ้น และยังไม่รวมประชากรแฝง เป็นคำถามว่าการบริหารจัดการที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือยัง โจทย์ดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่อง "แนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล" ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โครงการวิจัยนี้พบว่า ด้วยพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียหรืออาคารสูง บางแห่งสูง 10...

เมื่อแผ่นน้ำแข็ง (ละลาย) ลนก้น จุดเปลี่ยนอากาศโลกสุดขั้ว

สำหรับประเทศเขตร้อน ข่าวการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่คนในเขตหนาวยังอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเปลี่ยนฤดู แผ่นน้ำแข็งจะแตกออกทุกปี สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักก็คือ แผ่นน้ำแข็งยักษ์ไม่ได้แตกตามฤดูกาลอีกต่อไป และที่สำคัญการแตกของแผ่นน้ำแข็งตามปกติจะไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับรัฐๆ หนึ่งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำแข็งในแถบขั้วโลกมีชื่อเรียกต่างๆ กัน โดยหลักคือ พืดน้ำแข็ง (Ice sheet) และหิ้งน้ำแข็ง (Ice shelf) Ice sheet หรือ พืดน้ำแข็ง เป็นมวลของธารน้ำแข็งที่ปกคลุมภูมิประเทศโดยรอบและมีขนาดมากกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร สามารถพบได้เพียงในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา Ice shelf หรือ หิ้งน้ำแข็ง เป็นแผ่นน้ำแข็งมีความหนา ลอยตัวเหนือมหาสมุทร ซึ่งก่อตัวเป็นธารน้ำแข็งหรือพืดน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ชายฝั่งและบนพื้นผิวมหาสมุทร...

เทียบท่าทีรักษ์โลกคำต่อคำ: ความกังวลของสีจิ้นผิง-กับการหลอกตัวเองของทรัมป์

นับตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้สหรัฐรับรองสัตยาบันความตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และยังกล่าวหาว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมายนัก เพราะที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น Fake News หรือพวกแพร่ข่าวปลอม แต่ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องที่ Fake กันง่ายๆ และทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่เขามีวาระซ่อนเร้นในทางเศรษฐกิจ เพราะมีสัญญาที่จะกระตุ้นเขตแถบสนิม (Rust belt) ของสหรัฐ ที่เคยเฟื่องฟูด้วยอุตสาหกรรมหนักให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากที่ตกต่ำจนถูกเรียกว่าเป็นเขตสนิมเกาะ แต่การฟื้นฟูอุตสาหกรรมจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนั้น การลงนามให้สัตยาบันใดๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมมลภาวะจึงเป็นสิ่งที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเท่ากับบ่อนทำลายฐานเสียงของเขา ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งประเทศจีน ที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงจุดยืนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะต้องไม่ยอมทำลายสิ่งแวดล้อมโดยแลกกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐ

ร่วมพลิกโฉมเกาะลิบง ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สู่ความพร้อมปกป้อง ‘พะยูน’ ที่ยั่งยืน

จังหวัดตรังถือได้ว่าเป็นเสมือนเมืองหลวงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใต้น้ำที่หายากอย่าง พะยูน ด้วยในแง่ของจำนวนประชากรที่พบ รวมไปถึงความเหนียวแน่นผูกพันที่ผสานรวมกันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเกาะลิบง เกาะขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัด ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมาเยี่ยมชมสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ ชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉายภาพสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า จากการสำรวจในช่วงปี 2554 พบพะยูนในทะเลตรังประมาณ 120 ตัว โดยมีอัตราการตายที่สูงประมาณปีละ 10 ตัว ขณะที่ปีถัดมาก็เริ่มมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ตัว ซึ่งอัตราการตายที่สูงกว่าการเกิดเช่นนี้ คือความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์สูญพันธุ์ได้ จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดความพยายามในการหาสาเหตุการตายของพะยูน จนได้ทราบว่าภัยคุกคามหลักของพะยูนนั้นแท้จริงแล้วมาจากเครื่องมือประมงของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวนประมง ที่มักจะทำให้ตัวพะยูนเข้าไปติดพันจนไม่สามารถลอยขึ้นมาหายใจได้และจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งไม่เฉพาะกับพะยูนเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลหรือโลมาอีกด้วย

ลอนดอนมาราธอน ปิ๊งไอเดียแจก ‘แคปซูลน้ำ’ ทำจากสาหร่าย หวังลดปริมาณขยะพลาสติก

หากกล่าวถึงงานวิ่งมาราธอนทั่วไป ภาพที่เรามักจะได้เห็นหลังจากที่การแข่งขันสิ้นสุดลงคือทะเลขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาล ทั้งแก้วและขวดน้ำพลาสติก แต่ภาพดังกล่าวไม่ได้ปรากฎขึ้นในงาน London Marathon 2019 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ในงาน London Marathon ปีนี้ แทนที่ผู้ร่วมวิ่งกว่า 41,000 คนจะได้รับน้ำดื่มที่บรรจุอยู่ในขวด หรือแก้วพลาสติกจากทุกสถานีดื่มน้ำเหมือนเช่นเคย ในบางสถานีพวกเขากลับได้รับน้ำดื่มที่บรรจุในถุงทรงลูกบอลที่ผลิตมาจากสาหร่ายแทน เจ้าลูกบอลสาหร่ายที่มีน้ำอยู่ภายในนี้รู้จักกันในชื่อ Ooho พวกมันถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัทสตาร์ตอัพในอังกฤษชื่อ Skipping Rocks Lab โดยการนำก้อนสาหร่ายมาผลิตเนื้อเยื่อที่เอามาทำเป็นถุง ซึ่งถุงที่ว่านี้สามารถบรรจุของเหลวได้หลายชนิดทั้งน้ำดื่มและเกลือแร่สำหรับนักกีฬา ขณะที่พวกมันยังถูกออกแบบให้ย่อยสลายได้เองภายใน 6 สัปดาห์หากทิ้งไว้เฉยๆ สาเหตุที่ Ooho ถูกนำมาใช้ในงาน...

เมื่อจักรวรรดิ (เพนกวิน) ถึงกาลอวสาน

ใน "สตาร์วอร์ส" ฝ่ายจักรวรรดิคือกลุ่มที่ชั่วร้าย ส่วนฝ่ายเจไดคือผู้กอบกู้ความสมดุลของจักรวาล แต่สำหรับ "จักรวรรดิเพนกวิน" พวกมันคือฝ่ายไร้เดียงสา ส่วนมนุษย์คือผู้ทำลายสมดุลอย่างเลวร้าย ในตอนนี้มีข่าวไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับเพนกวินจักรพรรดิ (Emperor penguin) เมื่องานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Antarctic Science รายงานว่า จักรวรรดิ หรือนิคม (colonies) ของเพนกวินจักรพรรดิกลุ่มใหญ่ที่สุดกำลังล่มสลาย จำนวนประชากรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จักรวรรดิตกอยู่ในความเสี่ยงที่เผชิญกับหายนะ สาเหตุที่ประชากรเพนกวินลดลง เพราะความล้มเหลวในการสืบพันธุ์ และความล้มเหลวจากการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพราะไม่มีแหล่งให้พวกมันสืบพันธุ์ นักวิจัยที่พบวี่แววของความล่มสลายนี้ คือ Peter Fretwell กับ Philip Trathan คาดว่า ปัญหาเริ่มต้นขึ้นในปี 2015 หลังจากปรากฎการณ์เอลนินโญที่เลวร้ายที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อแผ่นน้ำแข็งเกาะยึด...

เงินก็ได้-ป่าก็มี ส่องกระแส ‘Restoration economy’ ธุรกิจการปลูกป่า

Forest company คือธุรกิจเอกชนหรือองค์กรเอกชนหวังผลกำไรที่มุ่งปลูกป่าด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าให้กับโลก พร้อมๆ กับสร้างรายได้ให้กับเจ้าของ "ผืนโลก" เพราะโลกของเราไม่ใช่ดินแดนที่ว่างเปล่าไร้การจับจองอีกต่อ แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน ตระหนักว่าพวกเขาสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับสร้างความรุ่มรวยให้กับสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน Forest company เป็นกระแสที่กำลังติดลมบน เป็นการใช้ประโยชน์จากการทำป่าไม้ที่วิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย ไม่เหมือนกับการทำป่าแบบเดิม (Deforestation) ที่ทำลายป่ามากกว่าปลูกใหม่ แต่นี่คือการปลูกใหม่แล้วใช้ประโยชน์เท่าที่จำเป็นจากป่า (Reforestation) และไม่ใช่แค่การปลูกป่าแบบปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ระบบเศรษฐกิจยังได้อานิสงส์ไปด้วย โดยรายงานจาก World Resources Institute (WRI) และ Nature Conservancy (TNC) พบว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค การจัดการโครงการ และภาคป่าไม้เชิงพาณิชย์...

‘โลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด’ บทรณรงค์ผ่าน Earth Day 2019

ด้วยมนุษย์คือผู้ทำลายล้างโลก จึงมีวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day โดยปีนี้มีการรณรงค์ภายใต้ธีม Protect Our Species เพื่อย้ำเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด อันเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า การขยายที่อยู่อาศัย การทำลายระบบนิเวศ ฯลฯ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องทนร้อนจนแทบบ้า แต่ความร้อนที่แสนสาหัส ความแห้งแล้งที่ยาวนาน และสภาพอากาศที่ผันผวนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กำลังทำให้สปีชีส์ต่างๆ ล้มหายตายจากไปทีละรายสองราย หรือไม่ก็ต้องปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้ประมาณการว่าสปีชีส์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ (รวมถึงพืช) จะต้อง "เคลื่อนย้าย" ให้ไกลขึ้นกว่า 1,000 เมตรต่อปี เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในเขตภูมิอากาศที่พวกมันสามารถเอาชีวิตรอดได้ เช่น สัตว์เขตหนาวจะต้องขยับตัวเองหนีสภาพอากาศร้อนจัดในเขตอพยพเดิมร่นเข้ามาในเขตที่เคยหนาวจัดมาก่อนในอดีต หรือสัตว์ที่เคยอยู่ในเขตชายเลน จะต้องย้ายถิ่นของพวกมันขยับเข้ามาจากการถูกน้ำทะเลเอ่อท้น ปัญหาก็คือพื้นที่ชายฝั่งตอนในถูกมนุษย์จับจองเอาไว้หมดแล้ว...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -