Thursday, May 23, 2019

ส่องสุขภาพทะเลไทย: แด่วันทะเลโลก 2018

ว่ากันว่า #ทะเลจะเยียวยาทุกสิ่ง ...จริงหรือ ? ขณะที่สุขภาพของทะเลไทยกลับอยู่ในขั้นโคม่า เอกสารงานวิจัยของ Jambeck และทีมงาน ในวารสาร Science ฉบับที่ 347 ปี 2558 จัดอันดับให้ประเทศไทย เป็นอันดับที่ 6 ของประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในโลก ทั้งที่มีประชากรเพียง 65 ล้านคน แต่ขยะกลับเยอะแซงหน้าอินเดีย อเมริกา ฯลฯ ที่มีประชากรกว่าพันล้านคน ประกอบกับเหตุการณ์แพขยะทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เต็มไปด้วยขยะพลาสติก ยาวกว่า 10 กิโลเมตร (กม.) ในทะเลนอกชายฝั่งของ จ.ชุมพร ทำให้ประเด็นขยะทะเลกลายเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง ซึ่งประเด็นปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการการบริหารจัดการขยะทั้งบนบก และในทะเลที่ขาดประสิทธิภาพ “ประเทศไทย” มีพื้นที่ทางทะเลรวม 323,488.32 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) คิดเป็น 60% ของพื้นที่ทางบก มีความยาวชายฝั่งทะเลเท่ากับ 3,151.13 กม....

ในน้ำมีปลา … ในนามี ‘สารอาหาร’ โหรงเหรง

“ข้าว” ธัญญาหารของชาวเอเชียตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน กำลังเผชิญวิกฤติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เมื่องานวิจัยระดับนานาชาติเปิดเผยว่า โลกร้อนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณค่าสารอาหารในข้าวลดลง และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือทารกในครรภ์ที่อาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย หากไม่เร่งแก้ไขโดยเร็วหรือพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ ประชากรโลกที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักอาจมีแนวโน้มตกอยู่ในความเสี่ยงด้านโภชนาการเพิ่มมากขึ้น ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Science Advances เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2018 โดยระบุว่า สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ “เมื่อต้นข้าวได้รับคาร์บอนไดออกไซด์มาสังเคราะห์แสงในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลให้ปริมาณสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการลดลง ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกาสี และวิตามินต่างๆ เช่น บี1 บี2 บี5 บี9 ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัย” งานวิจัย ระบุ ทีมวิจัยจากนานาประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ได้ทำการทดลองเมื่อปี 2010-2014 โดยนำข้าว 18 สายพันธุ์ มาปลูกในประเทศจีนและญี่ปุ่น พร้อมติดเครื่องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระดับเข้มข้น เหนือยอดบนสุดของต้นข้าว...

สถานการณ์ ‘ฝุ่นจิ๋ว’ ไม่คลี่คลาย? ปีละ 3 ล้านชีวิต ต้องตายเพราะพิษฝุ่นละออง

ช่วงเดือน ม.ค.2561 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันซึ่งเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่หลายคนขนานนามมันว่า “ฝุ่นพิษ” แม้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้วในเดือน มี.ค. แต่อย่างไรก็ตามฝุ่นพิษนี้ยังมิได้อันตรธานหายไป มันยังอยู่ในชั้นบรรยากาศ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มาตรวัดใดมาค้นหาการมีอยู่ของมัน PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอซซิล เช่น การสันดาปในรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือการเผาไหม้ในการเกษตร ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ ฝุ่นพิษดังกล่าวมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผม ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเส้นเลือดได้อย่างง่ายดาย และเมื่อสะสมในร่างกายนานเข้าจะทำให้เกิดความเจ็บป่วย เช่น โรคหอบหืดและโรคหัวใจ องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในโลกถึง 3 ล้านคนต่อปี โดย 88% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย และมีการกระจุกตัวอยู่ในแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์การอนามัยโลกจึงได้มีการรณรงค์ให้ใช้ค่า PM 2.5 ในการวัดคุณภาพอากาศแทนที่การใช้ค่า PM10 ซึ่งเป็นฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าและอันตรายไม่เท่า PM 2.5 ข้อมูลจากรายงานประจำปีของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)...

นวัตกรรมสุดจ๊าบ ‘ถุงกินได้’ ละลายในน้ำ ไม่ละลายในมือ

บริษัทสัญชาติอินโดนีเซียผลิต ‘ถุงกินได้-นำกลับมาใช้ใหม่-ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ’ ทำจากมันสำปะหลัง แก้ปัญหาขยะล้นเมือง-ล้นคลอง ประเทศอินโดนีเซีย บนถุงบอกนิยามตัวใหญ่ว่า ‘I AM NOT PLASTIC’ หรือ ‘ฉันไม่ใช่ถุงพลาสติกนะ’ แม้หน้าตาจะเหมือน สัมผัสเหมือน แต่ก็ไม่ใช่ บริษัท Avani Eco ผู้ผลิตนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักโลกสัญชาติอินโดนีเซีย อธิบายว่า “ถุงกินได้” นี้ ผลิตจากมันสำปะหลัง พืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกทั้งในแอฟริกา ลาตินอเมริกา และเอเชีย มีคุณสมบัติตั้งแต่ นำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือมันละลายได้ในน้ำ หมายความว่านอกจากจะแก้ปัญหาขยะในลำคลอง ยังเป็นมิตรกับนกและปลา ซึ่งมักเข้าใจผิดคิดว่าขยะพลาสติกตรงหน้าเป็นอาหาร และชอบกินเข้าไปจนต้องตกตายไปตามๆ กันในท้ายที่สุด จุดประสงค์หนึ่งของ Avani Eco คือต้องการแก้ปัญหาขยะในลำคลองในอินโดนีเซีย ซึ่งท่วมล้นจนต้องระดมกำลังทหารเข้าไปขุดลอก แต่ในอีกด้านมันคือการเปลี่ยนนวัตกรรม เปลี่ยนเครื่องจักร ออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ที่ทำให้พลาสติกใช้แล้วทิ้งหนึ่งใบ กลายเป็นพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และย่อยสลายได้ ฟังดูแล้วเป็นเรื่องยาก...

การแก้ปัญหาวิกฤตพลาสติก: เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 2018

...อาบาน มาร์เคอร์ คาบราจิ ผู้อำนวยการองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ภูมิภาคเอเชีย ในทุกๆ ปี ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 300 ล้านตัน โดยครึ่งหนึ่งคือ “พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” เช่น ถุงพลาสติกจากการซื้อของ แก้วพลาสติก และหลอดพลาสติก ขยะพลาสติกสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามพื้นที่ชายฝั่ง หรือแม้กระทั่งส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร ซึ่งกว่า 80% ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากขยะบนบก นับว่าเป็นภัยคุกคามต่อสภาพของทะเล ความมั่นคงทางอาหาร ความเป็นอยู่ของมนุษย์ และการท่องเที่ยวชายฝั่ง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขยะกว่า 8 ล้านตันไหลลงสู่ทะเลทุกๆ ปี (เทียบเท่ากับขยะ 1 รถบรรทุกต่อนาที) คาดการณ์ว่าจำนวนขยะพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในภูมิภาคเอเชีย มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งอย่างหนาแน่น บวกกับการขาดการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาขยะอยู่ในภาวะวิกฤต ในปี 2558 มีรายงานว่า ประเทศจีน อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา...

‘สหราชอาณาจักร’ ขีดเส้นแบน ‘แก้วกระดาษใช้แล้วทิ้ง’ ต้นเหตุขยะปีละ 2,500 ล้านชิ้น

“แก้วกาแฟใช้แล้วทิ้ง” ถือเป็นขยะพลาสติกที่ผู้บริโภคมักมองข้าม และกำลังกลายเป็น “ฝันร้าย” ของประเทศสหราชอาณาจักรและโลก โดยระดับของปัญหารุนแรงถึงขั้นที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำหนดเป็นธีมรณรงค์ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 2018 “ต่อสู้กับปัญพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” เว็บไซต์ข่าว Independent รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ประเทศสหราชอาณาจักรมีขยะจากแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งมากกว่าวันละ 7 ล้านใบ หรือคิดเป็นปีละ 2,500 ล้านใบ แม้ว่าแก้วกาแฟจะทำจากกระดาษ แต่ก็มีการใช้สาร “พอลิเอทิลีน” ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทหนึ่งในการเคลือบแก้วกระดาษไม่ให้ของเหลวรั่วไหลออกมาได้ ดังนั้นการใช้แก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งในแต่ละครั้งจะทิ้งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกี่ยวพันกับการผลิตกระดาษและพลาสติกไปพร้อมกัน มีรายงานถึงการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัสใช้ในการทำกระดาษ ขณะที่พลาสติกเองต้องใช้เวลาถึง 400 ปีในการย่อยสลาย นอกจากนี้ การใช้วัสดุสองชนิดในการผลิตแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งยังทำให้ต้องใช้กระบวนการรีไซเคิลที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยแก้วกาแฟไม่สามารถรีไซเคิลได้ในโรงงานทั่วไป มีเพียงโรงงาน 3 แห่งใน ในประเทศสหราชอาณาจักรที่สามารถรีไซเคิลแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งได้ ทำให้แก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งเพียง 0.25% ที่ได้ผ่านกระบวนการรีไซเคิล ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Audit Committee) ของประเทศสหราชอาณาจักรหยิบยกเรื่องขยะที่เกิดจากแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งสู่สาธารณะ โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรดำเนินนโยบายรีไซเคิลแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งทุกใบให้ได้ภายในปี 2566...

ศัพท์น่ารู้: วิชาขยะพลาสติกเบื้องต้น 101

มนุษย์เพิ่งทำความรู้จักกับพลาสติกเมื่อ 60 ปีที่แล้ว แต่ทุกวันนี้พลาสติกกลับกลายเป็นวายร้ายของโลก รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงองค์กรนานาชาติได้ตระหนักถึงอันตรายที่ได้คืบคลานเข้ามาใกล้ตัว ต่างร่วมกันหาแนวทางแก้ไขหรือลดขยะพลาสติกนี้ให้ได้ในเร็ววัน (อ่านเพิ่มเติม: คืนความสุขมนุษยชาติ! ‘อารยประเทศ’ เปิดยุทธการล้างบาง ‘ขยะพลาสติก’ https://greennews.agency/?p=16903) ล่าสุด นิตยสาร National Geographic ฉบับเดือนมิถุนายน 2561 ออกแคมเปญ “Planet or Plastic” ที่กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืนจากปกภูเขาน้ำแข็งแต่ใต้ท้องน้ำกลับเป็นพลาสติก ชวนทั่วโลกตระหนักและรับรู้ถึงสถานการณ์ขยะพลาสติกที่กำลังเข้าใกล้จุดวิกฤติไปทุกที แต่ในเมื่อสถานการณ์ขยะพลาสติกในปัจจุบันเต็มไปศัพท์เทคนิคแสนสับสน แล้วมือใหม่อย่างเราที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะพลาสติกต้องเริ่มต้นจากตรงไหน พลาสติกแบบไหนที่อันตราย สารเคมีอะไรที่ควรเลิกคบและพลาสติกแบบไหนที่ช่วยโลกหรือไม่ช่วยกันแน่ นิตยสาร National Geographic ฉบับดังกล่าวจึงรวบรวมศัพท์เบื้องต้นมาไว้ ณ ที่นี่ Additives: สารเติมแต่ง คือสารเคมีที่ถูกเติมลงไประหว่างการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อเสริมสร้างหรือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้เหมาะสม สารดังกล่าวจะเข้าไปกระจายอยู่ในเนื้อพลาสติกทางกายภาพ เช่น ทำให้แข็งแรงมากขึ้นหรือ ยืดหยุ่นได้ เป็นต้น โดยสารเติมแต่งส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วย สารเคมีช่วยกันน้ำ (water repellent) สารทำให้อ่อนนุ่ม (softener) สารหน่วงการติดไฟ...

‘ฮาวาย’ เขียนประวัติศาสตร์โลก สั่งแบน ‘ครีมกันแดด’ ผสมสารเคมีเด็ดขาด! เป็นแห่งแรก

“ฮาวาย” กำลังจะกลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่สั่งแบน “ผลิตภัณฑ์กันแดด” ที่มีส่วนผสมของออกซิเบนโซน (Oxybenzone) และออกติโนเซท (Octinoxate) อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2021 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของโลกด้วยเช่นกัน มาตรการดังกล่าว เกิดขึ้นหลังงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เพียงแค่หยดเดียวจากผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีข้างต้น เป็นภัยต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเลและต่อมนุษย์ วันที่ 3 พ.ค.2017 รัฐฮาวายได้ผ่านร่างกฎหมายห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทากันแดดที่มีส่วนผสมของสารออกซิเบนโซนและออกติโนเซท หลังพบว่าสารเคมีดังกล่าวมีส่วนทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวจนไม่อาจขยายพันธุ์ได้ รวมถึงเป็นอันตรายต่อระบบการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดโรคระบบสืบพันธุ์ในปลาตัวผู้และนำมาสู่เซลล์ตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่ผิดรูป ปัจจุบัน สารเคมีทั้งสองชนิดมักถูกพบเป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ทากันแดดประเภท Synthetic sunscreens หรือ Chemical sunscreens ที่มีมากถึง 3,500 ยี่ห้อทั่วโลก โดยหลักการทำงานของผลิตภัณฑ์กันแดดดังกล่าวคือ เมื่อรังสี UV กระทบมาที่ผิวมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะทำหน้าที่ดูดซึมและกักเก็บรังสี UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปทำร้ายผิวหนัง จากนั้นจึงคายออกมาในรูปแบบของความร้อน รายงานวิจัยยังคาดการณ์อีกว่า ในแต่ละปีผลิตภัณฑ์กันแดดที่ถูกชะล้างจากมนุษย์และตกค้างลงท้องทะเลทั่วโลกมากถึง 1.4 หมื่นตัน...

คำมั่น 3 ร้านสะดวกซื้อ ต่อกร ‘พลาสติกใช้แล้วทิ้ง’

ขยะพลาสติกกลายเป็นวายร้ายตัวฉกาจ ที่วันนี้ทั่วโลกได้หันมาร่วมมือกันทำสงคราม เพื่อต่อกรกับปัญหาที่จะส่งผลลุกลามต่อไปในอนาคต ที่ผ่านมาแม้จะมีการรณรงค์เรื่องของการใช้ "ถุงพลาสติก" ไปแล้วพอสมควร แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงวายร้ายที่มีหูหิ้วรายนี้ เพราะต้องรวมไปถึง "พลาสติกใช้แล้วทิ้ง" ทุกชนิด เท่าที่เราจะจินตนาการได้ ช้อน ส้อม หลอด แก้ว ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกผลิตออกมาเพื่อให้เราใช้งานเพียงไม่กี่นาที แต่จะตกค้างอยู่กับเราไปอีกหลายชั่วอายุคน เป็นเหตุผลที่ธีมวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ในปีนี้ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ทั่วโลกรณรงค์ในเรื่องของ "Beat Plastic Pollution: If you can’t reuse it, refuse it" หากแปลง่ายๆ คือ การต่อสู้กับปัญหาขยะพลาสติก: "ถ้าคุณเอามันกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ก็จงปฏิเสธมันไปเสียเลย" เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ได้จับมือร้านค้าปลีกภายในมหาวิทยาลัยจำนวน 3 ราย เดินหน้าโครงการลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง (NO...

คืนความสุขมนุษยชาติ! ‘อารยประเทศ’ เปิดยุทธการล้างบาง ‘ขยะพลาสติก’

ตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ “ขยะพลาสติก” ได้ทวีความรุนแรงและสร้างผลพวงต่อระบบนิเวศมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและเครือข่ายนักอนุรักษ์ ต่างพากันเรียกร้องให้เหล่าผู้ผลิตและผู้บริโภคตระหนักถึงอันตรายของวิกฤต “ที่เกิดขึ้นแล้ว” ตามแผนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ ซึ่งมีทั้งหมด 17 เป้าหมายนั้น “วิกฤตขยะพลาสติก” นับเป็นความท้าทายและเกี่ยวโยงกับแผนพัฒนาถึง 3 เป้าหมาย ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ เป้าหมายที่ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายที่ 15 การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก ปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป้าหมายของ SDGs สำเร็จลุล่วง จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อให้โลกกลับมาสวยงามดั่งเดิมอีกครั้ง แน่นอนว่าหลายๆ ประเทศเริ่มดำเนินมาตรการไปบ้างแล้ว มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือเพื่อรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของประเทศตัวเองให้ดีขึ้น โดยเริ่มต้นจากตัวผู้บริโภคเองซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในการหยุดยั้งวิกฤตครั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีทั้งอย่างอ่อนไปจนถึงเข้มข้น มีตั้งแต่มาตรการเก็บภาษีพลาสติกใช้แล้วทิ้งในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึง ห้ามใช้...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -