Monday, December 17, 2018
Home Media Infographic

Infographic

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาล่วงผ่านกว่าร้อยปี การอพยพย้ายถิ่นฐานของมนุษยชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การอพยพครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะมนุษย์ต้องการเอาชีวิตรอดจากเงื่อนไขที่คุกคาม โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงครามและความขัดแย้ง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเมินข้อมูลปี 2558 ว่า ทั่วโลกมีผู้อพยพทั้งสิ้นกว่า 65.3 ล้านคน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมปรากฏการณ์การอพยพครั้งสำคัญของมนุษย์ในบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
แท่งตึกที่โผล่เสียดฟ้าขึ้นกลางเมืองหลวงทุกวี่วันอยู่ภาวะล้นเกิน แม้กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะยังคงนิยามตัวเองว่าเป็น "เมืองน่าอยู่" ทว่ากลับสวนทางความเป็นจริงสำหรับสถานที่พักอาศัย เพราะนอกจากการจราจรจะแออัดมากขึ้นทุกวันแล้ว พื้นสีเขียวใน กทม. กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามทิศทางการเติบโตของเมือง แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) พยามเข็นมาตรการออกมาควบคุมการกู้ซื้อบ้านหลังที่สองหลังที่สาม แต่นั่นไม่ใช่นโยบายผลักดันให้ กทม.เร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือชะลอการสร้างตึกสูงเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้าม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงได้สิทธิ์เดินหน้าใช้ทุกพื้นที่พัฒนาเมืองให้ขยายตัวต่อไป การขยายตัวของเมืองออกไปสู่หัวเมืองปริมณฑล และความแออัดอาจเป็นปัจจัยบวกและแรงกระตุ้นให้ความต้องการห้องพักอาศัยแคบๆเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยังไม่ซบเซาเงา การขยายตัวตามแรงกระตุ้นด้านการตลาดก็อาจจะใช่บางส่วน หรือจะด้วยประชากรทั่วสารทิศยังคงมุ่งหน้าสู่เมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบให้เมืองลดความน่าอยู่ลงทุกวัน แต่การที่ กทม.วางเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. เป็น 9 ตรม./คน เทียบเท่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก เมื่อพิจารณาจากตัวเลขประชากรในเมืองกรุงร่วม 10 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) ที่ทำให้พื้นที่เขียวเหลือเพียง 3.54 ตรม./คน เป็นเรื่องชวนสงสัยว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่พื้นที่สีเขียวจะเพิ่มได้มากขนาดนั้น เว้นแต่ยกเลิกนำที่ดินรัฐผืนใหญ่ใจกลางเมืองไปสร้างห้างสรรพสินค้าและโรงแรม ในขณะเดียวกัน ตราบที่ระบบขนส่งมวลชนยังเป็นง่อยเต่าคลาน, การโซนนิ่งเมืองล้มเหลว เช่น โซนที่อยู่อาศัย ย่านการค้า, ชานเมืองไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับเพียงพอ ฯลฯ นั่นหมายความว่าปริมาณออกซิเจนควรมากกว่าการปล่อย CO2 เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ค่อยหดหายลงเรื่อยๆ...
ข้อมูลจากงานวิจัย ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อสถานการณ์ “กัดเซาะชายฝั่ง” ทั้งความแปรปรวนของกระแสคลื่นลม และระดับน้ำขึ้น-ลง ที่รุนแรงขึ้น สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ประมวลสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ประกาศจัดระเบียบ "การสูบบุหรี่" บริเวณชายหาดท่องเที่ยวชื่อดัง 22 แห่ง ดีเดย์วันที่ 1 พ.ย.2560 เป็นวันแรก ผู้ที่ฝ่าฝืนระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมรายชื่อและรายละเอียดของชายหาดทั้ง 22 แห่งมานำเสนอ
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่มั่นคงในชีวิตของประชากรนับล้านทั่วโลก มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทาปัญหา สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รายงานของ Word Bank and Ecofys (2015) พบว่าประเทศทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาษีคาร์บอน ซึ่งสามารถครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมตัวอย่าง 8 ประเทศทั่วโลกที่ออกประกาศมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งถือเป็นแนวทางสำหรับชาติอื่นที่จะนำมาผลักดันเป็นนโยบาย
ทุกวันนี้ ทั่วโลกมีชนิดพันธุ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังไม่น้อยกว่า 68,266 ชนิด นั่นสะท้อนถึงความหลากหลาย และระบบนิเวศที่เกื้อกูลต่อการมีชีวิต แต่ก็ใช่ว่าทั้งหมดจะดำรงอยู่อย่างสงบสานติ เพราะจากข้อมูลพบว่าในจำนวนนี้มีถึง 8,170 ชนิด กำลังถูกคุกคาม และสุ่มเสี่ยงต่อจำนวนประชากร และการสูญพันธุ์ สาเหตุหลักๆ ที่สร้างผลกระทบ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัย การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเกินขีดจำกัด ถูกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถานการณ์การถูกคามของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งในและต่างประเทศมานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
แรดขาวพันธุ์เหนือ "เพศผู้" ตัวสุดท้ายของโลก ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไลคีเบีย เคนย่า ทำการุณยฆาตไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ภายหลังทุกข์ทรมานกับความทรุดโทรมของร่างกายเป็นเวลาช้านาน ทำให้ขณะนี้ทั้งโลกเหลือแรดขาวพันธุ์เหนือ "เพศเมีย" อีกเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้น ข้อมูลน่าตกใจคือประชากรแรดถูกล่าเพื่อเอา "นอ" เฉลี่ยวันละ 3 ตัว เพื่อนำไปเป็นยาบำรุง รักษาโรค เพิ่มพลัง ไปจนถึงเป็นเครื่องรางของขลัง ทั้งที่ความจริงนอแรดเป็นเพียงเส้นใยเคราตินไม่ต่างจากเล็บหรือเส้นผมของมนุษย์ ซึ่งไม่มีผลใดๆ ต่อการบำรุงร่างกาย สำหรับสถานการณ์แรดทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูลมานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
ความยาวของชายฝั่งทะเลประเทศไทย มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 3,148 กิโลเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่โกยรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมหาศาลแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดขยะขนาดมหึมาอีกด้วย... สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถิติและสถานการณ์ขยะทะเลมานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
1.กล่องโฟม >> มากกว่า 1,000 ปี 2.ช้อนพลาสติก >> 400-450 ปี 3.ถุงพริกน้ำปลา >> 400-450 ปี... 4.ถุงก๊อบแก๊บ >> 400-450 ปี 5.แก้วพลาสติก >> 400-450 ปี 6.ฝาพลาสติก >> 400-450 ปี 7.หลอดกาแฟ >> 400-450 ปี 8.ถุงใส่กาแฟ >> 400-450 ปี 9.กระป๋องเครื่องดื่ม >> 80-100 ปี --- คนไทยมีอายุเฉลี่ย 75 ปี ระยะเวลาย่อยโฟน = มากกว่า 13 ชั่วอายุคน ระยะเวลาย่อยพลาสติก = 6 ชั่วอายุคน --- ปลายทางขยะ - ฝังกลบ >> ใช้เวลาย่อยสลายนานมาก - เผา >> ก่อมลพิษ, สารก่อมะเร็ง, สร้างภาวะโลกร้อน --- สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมข้อมูลผ่าน Infographic...
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยแพร่รายงาน Southeast Asia and Economics of Global Climate Stabilisation ของปี 2558 โดยระบุถึงปริมาณ "ก๊าซเรือนกระจก" ที่ประเทศอาเซียนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมรายละเอียดมานำเสนอ สามารถติดตามได้ใน infographic ชิ้นนี้
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -