Tuesday, June 25, 2019
Home Media Infographic

Infographic

IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) หรือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานว่า หากสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง บริเวณเขตศูนย์สูตรจะมีปริมาณฝนสูงขึ้น และอุณหภูมิสูงขึ้น ระบบนิเวศป่าไม้ในเขตร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย จะอยู่ในสภาพที่เปราะบาง และได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีผลทำให้ปริมาณฝน และความแห้งแล้งผิดปกติไปจากเดิม ดังนั้นระบบนิเวศธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศป่าไม้ซึ่ง เป็นแหล่งทุนทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น เมื่อระบบนิเวศป่าไม้ได้รับการรบกวนจะส่งผลต่อระบบสังคมพืช แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์ป่า และในภาพรวมต่อความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืช และสัตว์ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น นอกจากนี้หากสิ่งที่มีชีวิต และปัจจัยทางกายภาพเหนือพื้นผิวดินมีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อคุณสมบัติของดิน และองค์ประกอบของดินในเรื่องของการหมุนเวียนคาร์บอน ความชุ่มชื้น และอินทรียวัตถุต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีผลสะท้อนกลับต่อสังคมพืชพันธุ์ต่างๆ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูล แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างชนิดป่าไม้กับปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ นำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
เต่าทะเลจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ว่าด้วยการห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ โดยมีผลครอบคลุมไปถึงไข่ ซาก ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ นอกจากนี้ ยังถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งพันธุ์พืชป่า และสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ประเทศไทยพบเต่าทะเล 5 ชนิด ได้แก่ เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่ามะเฟือง และเต่าหัวค้อน ปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักเกิดจากการติดเครื่องมือประมง โดยตลอดช่วง 16 ปี (พ.ศ.2546-2559) พบเต่าทะเลเกยตื้นมากถึง 1,775 ตัว เต่าทะเลนับเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามโดยมนุษย์อย่างรุนแรง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถานการณ์มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
ปี 2559 พบพะยูนในประเทศไทย 221 ตัว มากสุดอยู่ที่ จ.ตรัง 154 ตัว โดยประชากรพะยูนจะหนาแน่นและแพร่กระจายอยู่ในบริเวณที่มีแหล่งหญ้าทะเลชุก สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 1 คือเครื่องมือประมง 89% รองลงมาคือป่วย 10% และอื่นๆ 1% พะยูนนับเป็นสัตว์หายากและประชากรกำลังลดลงเรื่อยๆ จากการถูกคุกคามโดยมนุษย์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมสถานการณ์เผยแพร่ผ่าน infographic ชิ้นนี้
คนไทย 1 คน ใช้กระดาษเฉลี่ยปีละ 60 กิโลกรัม หรือรวมแล้วหนักกว่า 3.9 ล้านตัน โดยการผลิตกระดาษ 1 ตัน เราต้องตัดต้นไม้เฉลี่ย 17 ต้น นั่นหมายความว่าเพื่อให้กระดาษเพียงพอต่อความต้องการ ประเทศไทยต้องตัดต้นไม้มากกว่าปีละ 55 ล้านต้น ไม่น่าเชื่อว่าการผลิตกระดาษ 1 ตัน เราต้องใช้น้ำกว่า 31,500 ลิตร และสูญเสียกระแสไฟฟ้ามากถึงชั่วโมงละ 4,100 กิโลวัตต์ ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ 2,911 กิโลกรัม ฉะนั้นหากเราใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่าด้วยการใช้ครบถ้วนทั้ง 2 หน้า เราจะช่วยชีวิตต้นไม้ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,300,000 ต้น    
ปัญหาขยะยังคงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากเกิดการจัดการที่ไม่ถูกต้อง ขยะเหล่านี้จะสร้างมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และทำลายสิ่งแวดล้อม การจัดการโดยการกองรวมกัน เผา และฝัง ล้วนสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งทั้งคู่คือก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดสภาวะโลกร้อน หลายชาติได้มีการใช้มาตรการจัดการขยะ ทั้งในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือมาตรการส่งเสริมต่างๆ หากแต่ประเทศไทยอาจยังมีมาตรการจูงใจที่ไม่มากนัก สำหรับภาพรวมของขยะและการจัดการ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่มั่นคงในชีวิตของประชากรนับล้านทั่วโลก มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทาปัญหา สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รายงานของ Word Bank and Ecofys (2015) พบว่าประเทศทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาษีคาร์บอน ซึ่งสามารถครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมตัวอย่าง 8 ประเทศทั่วโลกที่ออกประกาศมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งถือเป็นแนวทางสำหรับชาติอื่นที่จะนำมาผลักดันเป็นนโยบาย
โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหนึ่งในนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ "ไทยแลนด์ 4.0" ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมายมั่นปั้นมือที่จะสานฝันให้สำเร็จ เม็ดเงินจำนวน 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งจากภาครัฐและเอกชน จึงกำลังจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นโครงสร้างขั้นพื้นฐาน และโครงการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป้าหมายของการดำเนินโครงการก็คือการเติมเต็มภาพรวมของการส่งเสริมการลงทุน ยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว รัฐบาลมั่นใจว่า การดำเนินโครงการ EEC จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติมหาศาล สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมผลการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) มานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
 การย่อยสลายบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากพลาสติก-โฟม กินเวลายาวนาน 400-1,000 ปี หากเทียบเคียงกับอายุเฉลี่ยของมนุษย์ พบว่าต้องใช้ 6 ชั่วอายุคน จึงจะสามารถย่อยสลายพลาสติกได้หมด ขณะที่ต้องใช้ถึง 13 ชั่วอายุคน เพื่อย่อยสลายโฟม ใน 1 มื้ออาหารในชีวิตประจำวัน ไม่น่าเชื่อว่าเราสร้างขยะมากมาย ทั้งแก้วพลาสติก หลอดกาแฟ ถุงหิ้ว กล่องโฟม ถุงน้ำปลา ช้อน-ส้อมพลาสติก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ "มรดกขยะ" จากรุ่นสู่รุ่นที่จะสืบต่อไปอย่างยาวนาน สำน้กข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถานการณ์มานำเสนอผ่าน Infographic และขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันลดการผลิตขยะที่เกินความจำเป็น
ภาพการเคลื่อนไหวต่อต้าน-คัดค้าน เมกะโปรเจกต์พัฒนาภาคใต้ของชาวบ้านหลากหลายพื้นที่ มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสายเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันมา โดยส่วนใหญ่จะมีเหตุผลในลักษณะเดียวกันก็คือโครงการเร่งรีบ-รวบรัด ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วม และไม่รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ชื่อของโครงการจำนวนมากกลายเป็นที่คุ้นหู และปรากฏอยู่บนพื้นที่สื่อบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา แลนด์บริดจ์ หรือล่าสุดที่กลายเป็นข่าวดังก็คือโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นที่ภาคใต้มีศักยภาพสูง และรัฐบาลก็พยายามเดินเครื่องเต็มกำลังผุดโครงการในนามของการพัฒนา สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ และกำลังถูกคัดค้านอย่างเข้มข้น มานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 24% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีการปล่อยจากการทำปศุสัตว์ (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน) เป็น 14% เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาค การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำปศุสัตว์ซึ่งมากพอๆ กับการใช้รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถไฟ เรือ รวมกัน จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน หากต้องการบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างพร้อมเพรียงกัน หนึ่งในนั้นอาจเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมลดการกินอาหารจากเนื้อสัตว์ หันไปกินอาหารที่อุดมด้วยพืชผักแทน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ฉายภาพรวมสถานการณ์นำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -