Wednesday, April 24, 2019
Home Media Infographic

Infographic

IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) หรือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานว่า หากสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง บริเวณเขตศูนย์สูตรจะมีปริมาณฝนสูงขึ้น และอุณหภูมิสูงขึ้น ระบบนิเวศป่าไม้ในเขตร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย จะอยู่ในสภาพที่เปราะบาง และได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีผลทำให้ปริมาณฝน และความแห้งแล้งผิดปกติไปจากเดิม ดังนั้นระบบนิเวศธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศป่าไม้ซึ่ง เป็นแหล่งทุนทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น เมื่อระบบนิเวศป่าไม้ได้รับการรบกวนจะส่งผลต่อระบบสังคมพืช แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์ป่า และในภาพรวมต่อความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืช และสัตว์ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น นอกจากนี้หากสิ่งที่มีชีวิต และปัจจัยทางกายภาพเหนือพื้นผิวดินมีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อคุณสมบัติของดิน และองค์ประกอบของดินในเรื่องของการหมุนเวียนคาร์บอน ความชุ่มชื้น และอินทรียวัตถุต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีผลสะท้อนกลับต่อสังคมพืชพันธุ์ต่างๆ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูล แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างชนิดป่าไม้กับปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ นำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
เต่าทะเลจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ว่าด้วยการห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ โดยมีผลครอบคลุมไปถึงไข่ ซาก ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ นอกจากนี้ ยังถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งพันธุ์พืชป่า และสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ประเทศไทยพบเต่าทะเล 5 ชนิด ได้แก่ เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่ามะเฟือง และเต่าหัวค้อน ปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักเกิดจากการติดเครื่องมือประมง โดยตลอดช่วง 16 ปี (พ.ศ.2546-2559) พบเต่าทะเลเกยตื้นมากถึง 1,775 ตัว เต่าทะเลนับเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามโดยมนุษย์อย่างรุนแรง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถานการณ์มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
ปี 2559 พบพะยูนในประเทศไทย 221 ตัว มากสุดอยู่ที่ จ.ตรัง 154 ตัว โดยประชากรพะยูนจะหนาแน่นและแพร่กระจายอยู่ในบริเวณที่มีแหล่งหญ้าทะเลชุก สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 1 คือเครื่องมือประมง 89% รองลงมาคือป่วย 10% และอื่นๆ 1% พะยูนนับเป็นสัตว์หายากและประชากรกำลังลดลงเรื่อยๆ จากการถูกคุกคามโดยมนุษย์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมสถานการณ์เผยแพร่ผ่าน infographic ชิ้นนี้
ปัญหาขยะยังคงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากเกิดการจัดการที่ไม่ถูกต้อง ขยะเหล่านี้จะสร้างมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และทำลายสิ่งแวดล้อม การจัดการโดยการกองรวมกัน เผา และฝัง ล้วนสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งทั้งคู่คือก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดสภาวะโลกร้อน หลายชาติได้มีการใช้มาตรการจัดการขยะ ทั้งในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือมาตรการส่งเสริมต่างๆ หากแต่ประเทศไทยอาจยังมีมาตรการจูงใจที่ไม่มากนัก สำหรับภาพรวมของขยะและการจัดการ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่มั่นคงในชีวิตของประชากรนับล้านทั่วโลก มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทาปัญหา สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รายงานของ Word Bank and Ecofys (2015) พบว่าประเทศทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาษีคาร์บอน ซึ่งสามารถครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมตัวอย่าง 8 ประเทศทั่วโลกที่ออกประกาศมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งถือเป็นแนวทางสำหรับชาติอื่นที่จะนำมาผลักดันเป็นนโยบาย
คนไทย 1 คน ใช้กระดาษเฉลี่ยปีละ 60 กิโลกรัม หรือรวมแล้วหนักกว่า 3.9 ล้านตัน โดยการผลิตกระดาษ 1 ตัน เราต้องตัดต้นไม้เฉลี่ย 17 ต้น นั่นหมายความว่าเพื่อให้กระดาษเพียงพอต่อความต้องการ ประเทศไทยต้องตัดต้นไม้มากกว่าปีละ 55 ล้านต้น ไม่น่าเชื่อว่าการผลิตกระดาษ 1 ตัน เราต้องใช้น้ำกว่า 31,500 ลิตร และสูญเสียกระแสไฟฟ้ามากถึงชั่วโมงละ 4,100 กิโลวัตต์ ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ 2,911 กิโลกรัม ฉะนั้นหากเราใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่าด้วยการใช้ครบถ้วนทั้ง 2 หน้า เราจะช่วยชีวิตต้นไม้ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,300,000 ต้น    
โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหนึ่งในนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ "ไทยแลนด์ 4.0" ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมายมั่นปั้นมือที่จะสานฝันให้สำเร็จ เม็ดเงินจำนวน 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งจากภาครัฐและเอกชน จึงกำลังจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นโครงสร้างขั้นพื้นฐาน และโครงการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป้าหมายของการดำเนินโครงการก็คือการเติมเต็มภาพรวมของการส่งเสริมการลงทุน ยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว รัฐบาลมั่นใจว่า การดำเนินโครงการ EEC จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติมหาศาล สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมผลการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) มานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
 การย่อยสลายบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากพลาสติก-โฟม กินเวลายาวนาน 400-1,000 ปี หากเทียบเคียงกับอายุเฉลี่ยของมนุษย์ พบว่าต้องใช้ 6 ชั่วอายุคน จึงจะสามารถย่อยสลายพลาสติกได้หมด ขณะที่ต้องใช้ถึง 13 ชั่วอายุคน เพื่อย่อยสลายโฟม ใน 1 มื้ออาหารในชีวิตประจำวัน ไม่น่าเชื่อว่าเราสร้างขยะมากมาย ทั้งแก้วพลาสติก หลอดกาแฟ ถุงหิ้ว กล่องโฟม ถุงน้ำปลา ช้อน-ส้อมพลาสติก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ "มรดกขยะ" จากรุ่นสู่รุ่นที่จะสืบต่อไปอย่างยาวนาน สำน้กข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมสถานการณ์มานำเสนอผ่าน Infographic และขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันลดการผลิตขยะที่เกินความจำเป็น
ภาพการเคลื่อนไหวต่อต้าน-คัดค้าน เมกะโปรเจกต์พัฒนาภาคใต้ของชาวบ้านหลากหลายพื้นที่ มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสายเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันมา โดยส่วนใหญ่จะมีเหตุผลในลักษณะเดียวกันก็คือโครงการเร่งรีบ-รวบรัด ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วม และไม่รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ชื่อของโครงการจำนวนมากกลายเป็นที่คุ้นหู และปรากฏอยู่บนพื้นที่สื่อบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ท่าเรือน้ำลึกปากบารา แลนด์บริดจ์ หรือล่าสุดที่กลายเป็นข่าวดังก็คือโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพื้นที่ภาคใต้มีศักยภาพสูง และรัฐบาลก็พยายามเดินเครื่องเต็มกำลังผุดโครงการในนามของการพัฒนา สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ และกำลังถูกคัดค้านอย่างเข้มข้น มานำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
"พื้นที่ชุ่มน้ำ" มีความสำคัญต่อโลกใบนี้ จึงกำหนดให้ทุกวันที่ 2 ก.พ.ของทุกปี เป็นวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wetlands Day) พื้นที่ชุ่มน้ำ คือบริเวณสภาพแวดล้อมที่มีน้ำท่วมขังทั้งถาวรและชั่วคราว ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ ลำธาร หาดโคลน หาดเลน ป่าพรุ ป่าชายเลน รวมไปถึงนาข้าว นาเกลือ บ่อปลา อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ พื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นทั้งแหล่งอาหารและน้ำให้กับคน พืช และสัตว์ ช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำใต้ดิน ช่วยลดและป้องกันปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ช่วยป้องกันน้ำเค็มรุกแผ่นดิน ช่วยป้องกันรักษาชายฝั่ง ลดการพังทลาย และอื่นๆ อีกมากมาย มีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเสมือน "ซุปเปอร์มาร์เก็ต" ของชุมชน หรือเป็น "มดลูก" ของป่าไม้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2514 อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -