Wednesday, April 24, 2019
Home Media Infographic

Infographic

ปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 กำลังสั่นคลอนการใช้ชีวิตในเมืองและกิจกรรมอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร การคำนวณและรายงานคุณภาพอากาศตามดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) บ่งบอกชัดเจนว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองอันตรายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นเท่ากับว่าผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองกรุง และนักท่องเที่ยวกำลังถูกฝุ่นพิษคุกคามลมหายใจในทุกวินาที (หากต้องใช้ชีวิตริมถนนหรือในพื้นที่วิกฤตต่อเนื่อง) ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยคงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องกล่าวถึงกันอีก ลำพังปัญหาการจราจรแออัดและหนักขึ้นทุกวันก็สาหัสมากพออยู่แล้ว ยิ่งมาต้องเผชิญกับฝุ่นควันร่วมเดือนกว่าเข้าไปอีก ถือเป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจ แม้รัฐบาลโดยนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกมาพูดแกมข่มขู่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบว่าหากแก้ปัญหาไม่ได้จะลงโทษ แต่ดูแล้วก็ยังไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาดใดๆ ออกมาบังคับใช้เป็นรูปธรรม คาดการณ์ได้ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีกเป็นเดือนที่สอง นักท่องเที่ยวต่างชาติคงเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองอื่น ขณะที่คนไทยเองที่จะออกจากบ้านไปจับจ่ายใช้สอยตามห้างร้านก็จะบางตาลงเรื่อยๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่เป็นไปได้สูงว่า กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ลงเรื่อยๆ...
แท่งตึกที่โผล่เสียดฟ้าขึ้นกลางเมืองหลวงทุกวี่วันอยู่ภาวะล้นเกิน แม้กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะยังคงนิยามตัวเองว่าเป็น "เมืองน่าอยู่" ทว่ากลับสวนทางความเป็นจริงสำหรับสถานที่พักอาศัย เพราะนอกจากการจราจรจะแออัดมากขึ้นทุกวันแล้ว พื้นสีเขียวใน กทม. กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามทิศทางการเติบโตของเมือง แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) พยามเข็นมาตรการออกมาควบคุมการกู้ซื้อบ้านหลังที่สองหลังที่สาม แต่นั่นไม่ใช่นโยบายผลักดันให้ กทม.เร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือชะลอการสร้างตึกสูงเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้าม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงได้สิทธิ์เดินหน้าใช้ทุกพื้นที่พัฒนาเมืองให้ขยายตัวต่อไป การขยายตัวของเมืองออกไปสู่หัวเมืองปริมณฑล และความแออัดอาจเป็นปัจจัยบวกและแรงกระตุ้นให้ความต้องการห้องพักอาศัยแคบๆเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยังไม่ซบเซาเงา การขยายตัวตามแรงกระตุ้นด้านการตลาดก็อาจจะใช่บางส่วน หรือจะด้วยประชากรทั่วสารทิศยังคงมุ่งหน้าสู่เมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบให้เมืองลดความน่าอยู่ลงทุกวัน แต่การที่ กทม.วางเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. เป็น 9 ตรม./คน เทียบเท่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก เมื่อพิจารณาจากตัวเลขประชากรในเมืองกรุงร่วม 10 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) ที่ทำให้พื้นที่เขียวเหลือเพียง 3.54 ตรม./คน เป็นเรื่องชวนสงสัยว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่พื้นที่สีเขียวจะเพิ่มได้มากขนาดนั้น เว้นแต่ยกเลิกนำที่ดินรัฐผืนใหญ่ใจกลางเมืองไปสร้างห้างสรรพสินค้าและโรงแรม ในขณะเดียวกัน ตราบที่ระบบขนส่งมวลชนยังเป็นง่อยเต่าคลาน, การโซนนิ่งเมืองล้มเหลว เช่น โซนที่อยู่อาศัย ย่านการค้า, ชานเมืองไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับเพียงพอ ฯลฯ นั่นหมายความว่าปริมาณออกซิเจนควรมากกว่าการปล่อย CO2 เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ค่อยหดหายลงเรื่อยๆ...
เมืองไทยนั้นอยู่คู่กับน้ำมาช้านาน ดำรงอยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตที่สอดคล้องและปรับตัวตามสภาพแวดล้อมตั้งแต่อดีตกาล แต่เมื่อการพัฒนารุกคืบ ความเป็นเมืองเข้าครอบทับ อุปสรรคการบริหารจัดการส่งผลให้เกิดสถานการณ์ "น้ำท่วม" อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่อาจประเมิน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ชวนถอดรหัสปัจจัยน้ำท่วมซ้ำซากของเมืองใหญ่ผ่าน Infographic ชิ้นนี้
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่มั่นคงในชีวิตของประชากรนับล้านทั่วโลก มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทาปัญหา สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รายงานของ Word Bank and Ecofys (2015) พบว่าประเทศทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาษีคาร์บอน ซึ่งสามารถครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมตัวอย่าง 8 ประเทศทั่วโลกที่ออกประกาศมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งถือเป็นแนวทางสำหรับชาติอื่นที่จะนำมาผลักดันเป็นนโยบาย
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 24% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีการปล่อยจากการทำปศุสัตว์ (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน) เป็น 14% เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาค การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำปศุสัตว์ซึ่งมากพอๆ กับการใช้รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถไฟ เรือ รวมกัน จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน หากต้องการบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างพร้อมเพรียงกัน หนึ่งในนั้นอาจเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมลดการกินอาหารจากเนื้อสัตว์ หันไปกินอาหารที่อุดมด้วยพืชผักแทน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ฉายภาพรวมสถานการณ์นำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
น้ำ ปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ หนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่สุดของประเทศ ถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคมในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งต้องการน้ำมากที่สุดในการผลิตอาหารหล่อเลี้ยงผู้คน อย่างไรก็ตาม ศักยภาพน้ำของประเทศไทย ทั้งน้ำผิวดินและน้ำท่า ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้เพียง 28% ซึ่งสาเหตุที่นำมาใช้ได้น้อยเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ยากต่อการควบคุม สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GrennNews) รวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำและการใช้งานในประเทศไทย มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
'ปะการัง' เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร เป็นกำแพงป้องกันชายฝั่ง เป็นแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการ และเป็นสิ่งที่ถูกคุกคามอยู่ในปัจจุบัน สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลชนิดนี้กำลังมีสถานภาพเช่นเดียวกันทั่วโลก คือได้รับความเสียหายจากปัจจัยต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการรักษาฟื้นฟูด้วยแนวทางที่หลากหลาย สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GrennNews) สรุปสถานการณ์ปะการังไทยช่วงปี 2554-2558 พร้อมแนวทางที่เราสามารถช่วยเยียวยา มานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้
ประเทศไทย อยู่ระหว่างแหล่งกำเนิดพายุ ทะเลจีนใต้ และอ่าวเบงกอล โดยจะมีพายุหมุนเขตร้อน มาเยือนไทยเฉลี่ยปีละ 3 ลูก ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ตลอด 65 ปีที่ผ่านมาไทยเจอพายุไปแล้ว 190 ลูก มากที่สุดคือพายุหมุนเขตร้อน 154 ลูก เสียหายมากที่สุดคือ พายุเกย์ ในปี 2532 คร่าชีวิต 446 คน และพื้นที่เกษตร 80 ล้านไร่เสียหาย หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คืออุณหภูมิน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงจากสภาวะโลกร้อน และผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พายุรุนแรงขึ้น สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมข้อมูลนำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
ป่าชุมชนบุญเรือง ต.บุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เคยถูกระบุว่าเป็นป่าเสื่อมโทรมเหมาะที่จะนำมาจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เฟส 2 จ.เชียงราย เมื่อราวปี 2558 สิ่งที่ตามมาคือการรวมตัวของชาวบ้านในละแวก ผู้อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของผืนป่าดังกล่าวมาอย่างช้านาน ลุกขึ้นมาแสดงความกังวลพร้อมการศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ สิ่งที่พบคือป่าชุมชนอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปีแห่งนี้ มีระบบนิเวศย่อยถึง 8 ประเภท มีความหนาแน่นของต้นไม้มากกว่าเกณฑ์ภายใต้นิยามป่าเสื่อมโทรมถึง 8 เท่า และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญ ขณะเดียวกันยังเป็นป่าชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอิง ลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่รับน้ำ หรือ แก้มลิง ตามธรรมชาติ ซึ่งคำนวณว่าหากน้ำท่วมเต็มพื้นที่ ป่าชุมชนจะช่วยรับน้ำถึง 6 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้ปัจจุบันทางรัฐบาลจะมีการประกาศยกเลิกแผนการใช้พื้นที่ดังกล่าว แต่ปัจจุบันชาวบ้านยังคงรอคอยหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการ เพื่อการันตีว่าป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้จะไม่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเขตอุตสาหกรรมในอนาคต สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมข้อมูลการคำนวณความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน จากรายงานการวิเคราะห์บริการทางนิเวศจากป่าชุมชน “ป่าชุมชนบุญเรือง: ความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจชุมชนและความยากจน?” นำเสนอผ่าน Infographic ชิ้นนี้
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องจับตา เมื่อตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลซากเหล่านี้อย่างผิดกฎหมายไปแล้วหลายแห่ง ความอันตรายจากมลพิษ คือปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้นหากขยะประเภทนี้ถูกจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งสามารถสร้างผลเสียหายที่ใหญ่หลวงตามมา ผกผันตามปริมาณที่มากขึ้นในทุกขณะ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ฉายภาพรวมของสถานการณ์ผ่าน Infographic ชิ้นนี้
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -